หน้าแรก การเมือง แก้เกมประชามติ.. ชี้ชะตาร่างรธน.-คสช.

แก้เกมประชามติ.. ชี้ชะตาร่างรธน.-คสช.

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดที่มี “มีชัย ฤชุพันธ์” เป็นประธานได้เริ่มประชาสัมพันธ์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว โดยได้แถลงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญต่อสื่อมวลชน ซึ่งหลังจากแถลงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฯร่างแรก ต่อสื่อมวลชนแล้ว กรธ.มีกำหนดจะประชุมร่วมกับ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปช.) และตัวแทนสภาองค์กรชุมชนที่รัฐสภาเพื่อชี้แจงเนื้อหา

โดยระบุว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มี “กรอบ”ที่วางไว้แต่ต้นว่า จะให้เป็นที่ยอม รับของสากล แต่สอดคล้องกับสภาพปัญหา ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตของประเทศและคนไทยที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ให้ได้ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการ “ลงมติ” ในอนาคตข้างหน้า

โดยร่างฯใหม่หลักๆที่ออกมา ประกอบด้วย 1. หมวด “สภาผู้แทนราษฎร” มี ส.ส. จำนวน 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือ “ปาร์ตี้ลิสต์” 150 คน เรียกระบบเลือกตั้งดังกล่าวว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” โดยลงคะแนนเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เพียง “หนึ่งใบ” ถ้าพรรคการเมืองใดได้จำนวน ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งครบตามสัดส่วนคะแนนนิยมแล้ว จะไม่ได้สิทธิ ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก

ในทางกลับกัน ถ้ายังไม่ได้ ส.ส.เขตเลือกตั้งครบตามสัดส่วนของคะแนนนิยม จะได้รับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จนครบตามสัดส่วน ยกตัวอย่างระบบเลือกตั้งเช่นที่ว่า คือถ้า “พรรคการเมือง” พรรคหนึ่ง ได้สัดส่วนคะแนนนิยม 50% เท่ากับว่าจะได้ ส.ส. 250 คน เป็นอันว่า “พรรคการเมือง” นั้น ได้ครบตามอั้นแล้ว จะมีผลบังคับไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก แต่หากได้ ส.ส.เขตไม่ถึง 250 ที่นั่ง จะต้องเพิ่มจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองจนได้ ส.ส. ครบ 250 คน

2. “วุฒิสมาชิก” ที่มีจำนวน 200 คน ระบุว่า “มาจากการเลือกตั้ง” ทั้งๆ ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่มาจากการเลือกตั้งของกลุ่มวิชาชีพจำนวน 20 กลุ่ม และไม่ให้บุคคลที่เป็นบุพการี คู่สมรส บุตร ของผู้ที่เป็น ส.ส. ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ลงสมัครวุฒิสมาชิก

3. “นายกรัฐมนตรี”  ซึ่งวางกรอบไว้คร่าวๆว่า “บุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี” นั้นให้พรรคการเมืองเสนอชื่อมาได้พรรคละไม่เกิน  3 คน เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กไม่เสียเปรียบพรรคใหญ่ในการหาตัวบุคคล ซึ่งพรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อ จะต้องยึด “กฎเหล็ก”  3 ประการ คือ 1.ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ 2.ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะต้องไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญกำหนด 3.ถ้ามีการเสนอชื่อบุคคลใดซ้ำกันสองพรรค จะถือว่าบุคคลนั้นไม่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นมา

โดยที่มา “นายกรัฐมนตรี” นั้นระบุให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีสมาชิก “ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรองรับ มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งขอจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

“แต่กรณีที่บุคคลดังกล่าวมิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร การลงมติในกรณีเช่นว่านี้ ให้กระทำการลงคะแนนโดยเปิดเผย”  กลายเป็น “ปม” ที่คนการเมืองมองว่า เป็นการ “ลักไก่” เปิดพื้นที่ไว้ต้อนรับ “คนนอก”

กรอบสาระสำคัญถัดมา คือ มี “มาตรการป้องกัน” ไม่ให้การเมืองใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์เพื่อตนและพวกพ้อง หรือใช้เงินแผ่นดินไปสร้างความพึงพอใจให้ประชาชน จนเกิดความเสียหายแก่ประเทศ พร้อมกับมีแนวทางขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างได้ผล ทั้งมีกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

แนวทางเหล่านี้ แม้เป็นสิ่งที่ดี แต่คงมีบางอย่างอาจทำให้เกิดความสงสัยว่าจะ “ซ่อนปม” เพื่อวางฐานอำนาจให้กลุ่มบุคคลอื่นใดหรือไม่ จึงทำให้ “นักการเมือง”  2  พรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ต่างก็มีความเห็นที่เหมือนๆกันเป็นครั้งแรกว่าไม่อาจยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ และมีการเสนอความคิดสู่สาธารณะ ในทำนองที่ว่า จะรณรงค์ให้ “โหวตคว่ำ” รัฐธรรมนูญใหม่กันเลย จนถึง “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีควันออกหูถึงขั้นอยาก “ทิ่มปาก” คนที่ออกมาระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยนี้ “บกพร่อง” ทางประชาธิปไตย และ “จงใจ” เขียนให้ไม่ผ่านประชามติ

ขณะที่ท่าทีของผู้ทำร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนไม่หวาดวิตก ในคำขู่ของคนฝ่ายคิดต่าง ที่พยายามปลุกกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญแบบรายวัน แต่ในความนิ่งสงบ ยังพบความกังวลว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะ “ล่ม” และไม่ถูกยอมรับจากประชาชน

แต่หากถามใจ “กรธ.” ว่า กลัวประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านหรือไม่?  คำตอบที่ได้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ไม่กลัว” ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านได้ ต้องมีเงื่อนไข คือ

“ผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติต้องเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิทั้งหมด” แม้มีคนต้านแต่ผลวิจัยยืนยันว่าคิดเป็น 20-30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยเท่านั้น ที่เหลือคือพลังเงียบ ดังนั้นหากคนออกมาใช้สิทธิ์เยอะ ร่างรัฐธรรมนูญก็จะผ่านได้อย่างแน่นอน

ขณะที่ “อมร วาณิชวิวัฒน์” โฆษก กรธ.ระบุว่า กรธ.ไม่หวั่นไหวกับกระแสรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะกรธ.ได้ทุ่มเททำอย่างดีที่สุด หากใครได้อ่านรัฐธรรมนูญอย่างไม่มีอคติ จะเห็นด้วยกับสิ่งที่ กรธ.เขียนสร้างเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนายกฯ ส.ส.หรือ ส.ว. ที่ต้องการให้ได้ “คนดี” เข้าสู่การเมือง จึงมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติ

ส่วนการกล่าวหาว่า กรธ.จงใจเขียนรัฐธรรมนูญให้ถูกคว่ำเพื่อรักษาอำนาจให้ คสช.นั้น   ไม่เป็นความจริง และเท่าที่ทราบ คสช.หลายคนต่างบอกตรงกันว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ  เพราะการที่รัฐธรรมนูญถูกคว่ำไม่เป็นประโยชน์กับ คสช. ดังนั้นหากจะใช้วิธีคว่ำร่างเพื่อต่ออายุ คสช.ถือเป็นความคิดที่อินโนเซนส์มาก

แต่หากไปดูความเคลื่อนไหวของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็เตรียมหา “ทางออก” เอาไว้เหมือน
กัน หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยไม่ผ่านประชามติด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 โดยอาจจะยึด  “รูปแบบ” เมื่อครั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ได้ทำเป็นต้นแบบเอาไว้ โดยครั้งนั้นกำหนดให้หากร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ผ่านประชามติ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำรัฐธรรมนูญในอดีตฉบับไหนมาปรับปรุงและประกาศบังคับใช้ได้ ซึ่ง คสช.อาจนำแนวทางนี้มาชั่งน้ำหนักและปรับใช้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ดังนั้น การวางหมากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการกำหนดอนาคตของ คสช.ด้วยมือของ คสช.เอง!!

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Must Read

The Secret to Your Company’s Financial Health is Very Important

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

A Look at How Social Media & Mobile Gaming Can Increase Sales

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Boxtrade Lands $50 Million in Another New Funding Round with IBM

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Dell Will Invest $125 Billion in China’s Tech in the Next 5 Years

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Mobile Marketing is Said to Be the Future of E-Commerce

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...