หน้าแรก การเมือง “ตัวแปร” ฉุดเศรษฐกิจ L-CURVE

“ตัวแปร” ฉุดเศรษฐกิจ L-CURVE

“โรดแม็ป” ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดเอาไว้ 20 เดือน แบ่งเป็น 6-4-6-4   คือ ใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ 6 เดือน ทำประชามติ 4 เดือน ถ้าผ่านประชามติจะมีการทำกฎหมายลูกและเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมถึงส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ใช้เวลา 6 เดือน รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอีก 4 เดือน รวมแล้วระยะเวลา 20 เดือน ไปสิ้นสุดประมาณกลางปี 2560

หากแต่การเรียกประชุมผู้นำ “แม่น้ำ 5 สาย” ที่ประกอบด้วย คสช. ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 นั้น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”  โดยให้แม่น้ำทุกสายร่วมกันดำเนินการ

เรียกว่าเป็น “โรดแม็ป” ที่เพิ่มเติมเข้ามา อีก 20 ปี จากปี 2560-2580  เป็นห้วงเวลาที่ ครม. ต้องการเขียนแผนและออกกฎหมายให้เกิด “ยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารประเทศให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
นั่นเป็นสิ่งที่ “รัฐบาลพลเอกประยุทธ์” ต้องการวางแนวทางในการปฏิรูปประเทศเอาไว้ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตที่ว่าจะกันในระยะยาว หากแต่ในขณะนี้รัฐบาลเองกำลังเผชิญกับ “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่ตกต่ำอันเป็นผลมาจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยที่หดตัวลงอย่างมาก รวมทั้งปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงฮวบฮาบดิ่งมาอยู่ที่ประมาณ 25-30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะ “ปัญหาภัยแล้ง” ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่เป็นผลให้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ชางไร่ ชาวนา ชาวสวนเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะชาวสวนยางที่ต้องพบกับราคายางที่ตกต่ำลงมาในระดับ 4 กก. 100 จนรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาทเข้าไปพยุงราคาด้วยการรับซื้อน้ำยาง/ยางดิบจากชาวสวน

ทั้งนี้บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจล้วนทำนายออกมาตรงกันแล้วว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2559 ไม่สดใสฟื้นตัวอย่างที่คาดหวังกันเอาไว้ เพราะหากพิจารณาจากการพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกที่โครงสร้างยังต้องพึ่งพาการส่งออกก็ต้องบอกว่ายังหนักหนา แม้ว่าในเบื้องต้นยังไม่มีแนวโน้มถึงขั้นสาหัส แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า “หนัก”
อย่างการส่งออกที่เคยคาดหวังกันว่าปีนี้จะพลิกกลับมาเป็นบวกเติบโตร้อยละ 5 มาถึงตอนนี้หลายฝ่ายฟันธง ตรงกันว่า โตได้ร้อยละ 2 ถือว่าเก่งแล้ว

นั่นคือภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่จะลามกระทบมาถึงเศรษฐกิจภายใน โดยเฉพาะที่หนักใจก็คือราคาสินค้าเกษตรที่ย่ำแย่ต่อเนื่องมาสองสามปีแล้วและหนักหนาสาหัสลง และที่น่าเป็นห่วงก็คือด้วยภาวะแบบนี้ หาก “ความทุกข์” ของชาวบ้านยาวนานเกินไป ทำให้ความคาดหวังลดลงหรือหมดไปมันก็จะส่ง “ผลร้าย” ต่อรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะแม้ว่าจะมี “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ล้นมือ แต่เมื่อ “ความศรัทธา” ลดลง ชาวบ้านมีความสิ้นหวัง ทำให้บริหารราชการแผ่นดินลำบาก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นกับตามาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องราคาสินค้าเกษตรต้องยอมรับความจริงว่ายัง “สอบตก” เพราะเมื่อเปรียบเทียบอำนาจเบ็ดเสร็จในมือเมื่อเทียบกับผลงานที่ เป็นอยู่ในเวลานี้ต้องบอกว่า “น่าผิดหวัง”

แน่นอนว่าสำหรับรัฐบาลและคสช.ที่นำโดยพลเอกประยุทธ์ก็ไม่มีข้อยกเว้น เนื่องเพราะรัฐบาลนี้กำลังก้าวเดินเข้าสู่ปีที่สามคงไม่สามารถใช้คำพูดแบบเดิมได้อีกแล้ว ยิ่งสำหรับตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็อยู่ภาวะ “กดดัน” มากขึ้นตามลำดับ เพราะความคาดหวังตั้งแต่แรกเริ่มเข้ามาของคสช.ที่มีมากเป็นพิเศษ

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดย“ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ต้องทำงานอย่างหนัก โดยการ “ปฏิรูปภาคการเกษตร” อย่างจริงจังผ่านการขับเคลื่อน “โครงการประชารัฐ”  โดยมีชุมชน เอกชน รัฐบาล ร่วมมือกันทำงานโดยใช้กองทุนหมู่บ้านเป็นแกนกลาง ซึ่งระยะแรกได้เติมเงินผ่านการให้สินเชื่อกองทุนไปแล้ว และจะมีโครงการต่างๆจะทยอยออกมา โดยเป็นการสร้างกิจกรรมในชุมชนที่มาจากความต้องการของชุมชนจริงๆ เช่น โรงสี ยุ้งฉาง เครื่องมือเก็บเกี่ยว

นอกจากนี้ รัฐบาลจะให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ช่วยพัฒนาปฏิรูปเกษตรกร โดยได้ขอให้ ธ.ก.ส. ออมสิน กองทุนหมู่บ้านมาช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรก้าวไปสู่การเป็นเอสเอ็มอี ซึ่ง ธ.ก.ส. เสนอว่าจะดำเนินการในปีนี้คือ “1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี เกษตร อุตสาหกรรม” เพื่อสร้างหัวจรวดใหม่ในเศรษฐกิจไทย ส่วนธนาคารออมสินจะเข้าไปในระดับสถาบันการศึกษาในการไปเฟ้นหาเอสเอ็มอีกลุ่มใหม่ ให้ธนาคารต่างๆ รวมถึงกองทุนหมู่บ้านมาสนับสนุนตรงนี้ด้วย

รวมทั้งให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ไปช่วยเหลือในพื้นที่ภัยแล้ง จัดหาปัจจัยการผลิตในสินค้าที่มีตลาดแน่นอน มีทั้งรูปแบบจัดหางบประมาณเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตหรืออาจจัดหาสินเชื่อใหม่ดอกเบี้ยต่ำมาให้ เน้นกลุ่มชาวนาและที่สำคัญต้องช่วยหาตลาดในการขายสินค้าดังกล่าว รวมทั้งหอการค้าไทยจะไปช่วยเจรจา โมเดิร์นเทรดหรือผู้ซื้ออื่นๆ ให้มาช่วยซื้อสินค้า

ล่าสุด ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบ “โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก” ตามแนวทางประชารัฐ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 79,556 กองทุน ผ่านสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กองทุนละไม่เกิน 500,000 บาท วงเงิน 35,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน เช่น ยุ้งฉางชุมชน โรงตากพืชผลทางการเกษตร โรงสีชุมชน โรงงานผลิตปุ๋ยประจำชุมชน การจัดทำแหล่งเก็บน้ำชุมชน และเครื่องจักรสำหรับแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

โดยโครงการดังกล่าวนี้เป็นการ “ต่อยอด” การดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้าน แต่ไม่ใช่การช่วยเหลือแบบให้เงินเป็นรายบุคคล เพราะครั้งนี้จะให้แต่ละกองทุนร่วมกันคิดโครงการที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยที่ไม่ใช่งบกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นงบที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น โดยมีงานหลักๆที่ต้องทำ คือ การเข้าไปสร้างความเข้มแข็งด้านการผลิต และเพิ่มมูลค่าของผลผลิตที่มีอยู่ในชุมชน ช่วยแก้ปัญหาในอดีตที่เกษตรกรมักถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ ส่วนอีกเรื่องถือเป็นการนำเงินไปเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ทั้งเรื่องของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สร้างแหล่งน้ำ และการดูแลคนชรา

นอกจากนี้ ในการประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ที่มีดร.สมคิดนั่งเป็นประธานครั้งล่าสุด ที่ประชุมมองว่า แนวโน้มการลงทุนภาครัฐและเอกชนมีสัญญาณดีขึ้น โดยรัฐบาลพยายามเร่งรัดการลงทุนภายในไตรมาสแรก หรืออย่างช้าครึ่งแรกของปีนี้ เพื่อให้เกิดเม็ดเงินลงสู่ระบบภายในครึ่งปีหลัง ซึ่งนอกจากโครงการลงทุนภาครัฐแล้ว กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างหารือ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำเงินที่ได้จากการกระจายอำนาจทางการคลังที่มีเงินสะสมถึง 3 แสนล้านบาท สามารถนำออกมาพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาสินค้าชุมชน เพื่อพัฒนาความเจริญจากระดับล่างขึ้นมา

“..นับจากนี้ไปมีนโยบายกำชับให้ข้าราชการและหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพราะขณะนี้เศรษฐกิจต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง ประเทศไทยจะต้องทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็งและดูแลตัวเองได้ และนับเป็นการดีที่ประเทศไทยเตรียมมาตรการเอาไว้ก่อนในยามที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่วนการลงทุนภาคเอกชนผ่านบีโอไอ การตอบสนอง ต่อมาตรการดี..”   หัวหน้าทีมเศรษฐกิจระบุ

อย่างไรก็ดี  หลังจากประมวลความเห็น การคาดการณ์และคำทำนายผลการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ผ่านสายตาผู้รู้ที่มีชื่อเสียงหลายๆ คนแล้ว จะพบว่าในปีนี้ต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียว คือ “ดิ่งลง” เป็น “L –curve” คำทำนายของนักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักให้น้ำหนักกับเรื่อง “การเมืองไทย”  จะเป็นปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” ที่อาจเป็น “ความเสี่ยง” ให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสัญลักษณ์ “L-curve” ทอดยาวออกไป

กระนั้นการลงทุน ลงแรง ระดมสมองที่ดำเนินการออกไป ณ ขณะนี้ก็อาจกลายเป็นศูนย์เปล่าก็เป็นได้ !!

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Must Read

The Secret to Your Company’s Financial Health is Very Important

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

A Look at How Social Media & Mobile Gaming Can Increase Sales

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Boxtrade Lands $50 Million in Another New Funding Round with IBM

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Dell Will Invest $125 Billion in China’s Tech in the Next 5 Years

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Mobile Marketing is Said to Be the Future of E-Commerce

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...