หน้าแรก รายงาน เศรษฐกิจปีวอก... หวังนโยบายรัฐ 'ประคอง'

เศรษฐกิจปีวอก… หวังนโยบายรัฐ ‘ประคอง’

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 มกราคม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของปี2559 โดยมี “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ซึ่งในการประชุมดังกล่าวบรรดารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายต่างๆ ได้รายงานความก้าวหน้าและงานที่จะดำเนินการในปี 2559 ให้รับทราบ

โดยในส่วนของเศรษฐกิจนั้น “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ได้รายงานว่า ในปี 2559 จะเน้นใน 2 เรื่องคือ การดูแลการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่ควรจะเป็น และเหมาะสมกับสภาพการณ์ตามปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ และ การเดินหน้าขับเคลื่อน “ปฏิรูปเศรษฐกิจ” ซึ่งทีมเศรษฐกิจได้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทั้ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, การให้สิทธิประโยชน์เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน, การเปิดให้ภาคเอกชนและรัฐร่วมลงทุนอย่างเร่งด่วน หรือ พีพีพีฟาสต์แทร็ก เพื่อให้เกิดการร่วมลงทุนรวดเร็วมากขึ้น รวมทั้ง มาตรการกระตุ้นภาคการใช้จ่ายทั้งภาคครัวเรือน และการใช้จ่ายในโครงการที่สำคัญของรัฐบาล

…ตามตัวเลขที่รองนายกฯสมคิด ได้รายงาน ในปี 2559 นี้ เศรษฐกิจโลกอาจจะไม่แจ่มแจ๋วเหมือนกับที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าด้วยแนวทางเศรษฐกิจที่วางพื้นฐานเอาไว้จะทำให้เราผ่านเรื่องนี้ไปได้ เพราะไทยไม่ได้เน้นเรื่องการส่งออกเพียงอย่างเดียว ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นปัญหาของโลก ที่ทุกประเทศเจอภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลจึงได้วางแนวทางว่าจะเติบโตจากภายในและจะรักษาแนวทางนี้ไว้ให้ได้…”

สำหรับแนวทางการทำให้เศรษฐกิจเติบโตจากเศรษฐกิจภายใน ได้เตรียมการที่จะจัดสรรงบประมาณลงไปในโครงการทั้งหลายที่สอดคล้องกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินที่ลงไปจะได้ไม่เสียของ โดยรองนายกฯสมคิดได้หารือกับทุกภาคส่วนแล้วจะใช้แนวทาง “ประชารัฐ” ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใน

โดยจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นในระดับท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาอาจได้ยินเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรม แต่ในปี 2559 จะเน้นโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นเป็นสำคัญ เช่น เรื่องแหล่งน้ำ การแปรรูปสินค้าเกษตร และการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตร และให้เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวที่จะต้องผูกพันระดับพื้นที่ตั้งแต่ระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.), องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และระดับกลุ่มจังหวัด เพื่อให้สามารถขายสินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้านวัตกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ด้วย

ล่าสุด ในงานสัมมนาใหญ่ “เศรษฐกิจไทยปี59 มองไปข้างหน้า โอกาสและความท้าทาย” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา  “รองนายกฯสมคิด” ได้ระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศว่า ในปีที่ผ่านมา “โมเมนตั้ม” การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะสามารถ “หยุดยั้ง” การ “ทรุดตัว” ของเศรษฐกิจได้ และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 58 จะขยายตัวได้ 2.9-3%

สำหรับภารกิจในปีนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อน “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ทุกตัว ทั้งด้านการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนภาครัฐ การสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตร พัฒนา SMEs รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

“..ภารกิจในปีนี้คณะทำงานเศรษฐกิจจะดูแลโมเมนตัมเติบโตในช่วงที่พอเหมาะพอควร เครื่องยนต์ทุกเครื่องเดินหน้าวิ่งเต็มที่ไม่มีไขลาน..” รองนายกฯ สมคิด ระบุ

ทั้งนี้ เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย ด้านการส่งออก ซึ่งตั้งเป้าให้กระทรวงพาณิชย์ต้องผลักดันให้การส่งออกทั้งปีโตได้ 5% ซึ่งจะมีการประเมินการทำงานของข้าราชการด้วย และช่วงกลางปีจะมีการประชุมกับฑูตพาณิชย์เพื่อให้เข้าใจแนวทางในการขับเคลื่อนการส่งออกของรัฐบาลด้วย

ด้านการท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมาถือเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการด้านเศรษฐกิจ ซึ่งในปีนี้จะเน้นส่งเสริมสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจัดเตรียมงบประมาณพิเศษเพื่อลงทุนด้านการท่องเที่ยว

อีกทั้ง จะเร่งรัด การใช้จ่ายภาครัฐ โดยจะเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายโดยเร็วที่สุด และอยากให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนช่วยในการลงทุน หากภาคเอกชนใดมีความพร้อมก็ควรเริ่มลงทุนตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ได้เลย

อย่างไรก็ตาม แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะประเมินภาพรวมเศรษฐกิไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร รวมถึงยังมีความผันผวนในเศรษฐกิจของจีน และความกังวลในการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ แต่รองนายกรัฐมนตรี กลับมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตจากภายในประเทศ ซึ่งยืนยันว่า รัฐบาลจะ “ไม่ใช้” วิธีการ “อัดฉีดเม็ดเงิน”เข้าสู่ระบบเพราะไม่อยากให้เป็นภาระต่อรัฐบาลหน้า แต่หากจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินจะลงไปในการพัฒนาที่สอดรับการแนวทางการปฏิรูป และสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว

นอกจากนี้ รองนายกฯสมคิด ยอมรับว่า ช่วงปีใหม่ยังรู้สึกทุกข์ใจใน “ภาคการเกษตร” ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ซึ่งตนเองมีมาตรการที่ส่งเสริมให้เกิดการ “ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” การเพาะปลูก โดยเฉพาะชาวนา ซึ่งใน จะมีการหารือร่วมกับธกส.และธนาคารออมสินใช้วิธีการขับเคลื่อนในแนวนอน ทำงานร่วมกับสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ กองทุนหมู่บ้าน และร่วมกับภาคเอกชนเข้ามีส่วนช่วยในการสร้างแปลงสาธิตวิธีการทำการเพาะปลูกที่หลากหลาย

พร้อมกันนี้ จะเน้นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าไปเพิ่มมูลค่าสินค้าที่มีอยู่ โดยจะหาแนวทางให้เกิดการแปรรูปสินค้าในท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการลงทุน ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ แต่การลงทุนในท้องถิ่น โดยให้โจทย์ออมสินไปแล้ว รวมทั้งเชื่อว่าหลังจากนี้ทั้งธกส.และออมสินจะเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนได้มาก นอกจากนี้ยังมีแนวคืดในการสร้างเอสเอ็มอีเกษตรกรในรูปแบบเกษตรอุตสากรรมด้วย ซึ่งอยากเห็นการตั้งโรงงานขนาดเล็กที่เน้นการเกษตร และจะให้บีโอไอให้การส่งเสริมสิทธิพิเศษด้วย

สิ่งที่รองนายกฯสมคิดได้กล่าวออกมานี้ทั้งหลายทั้งปวงพอจะสรุปความได้ว่า “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”ประกาศตัวเองคือ “ตัวแปร” ของเศรษฐกิจที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้วิ่งแซงจีดีพีหลังธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติประเมินอยู่ที่ 3.5%ทั้งปี โดยจะ “ยกเครื่อง” เศรษฐกิจไทยช่วยเกษตรกรไทย 30 ล้านคนหนุนเป็น SMEs ขนาดเล็กให้เติบโตแบบยั่งยืน โดยดึงธนาคารของรัฐ และธนาคารที่รัฐถือหุ้นใหญ่ อย่างธนาคารกรุงไทย ออมสิน ธกส.เข้ามามีส่วนร่วมผ่านสหกรณ์ กองทุนหมู่บ้าน โดยมีกระทรวงไอซีทีรับลูก “สร้างบรอด์แบรนด์” รองรับ 10,000 จุด รวมทั้งสร้างแหล่งท่องเที่ยวทุกจังหวัดเหมือนญี่ปุ่นดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย รวมทั้งผลักดันการส่งออกในปี 2559 ให้ได้ 5%

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแต่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีอย่างเดียว เพราะขณะนี้มีปัจจัยที่เป็นอุปสรรคถึง 2 เรื่องหลัก คือ สถานการณ์ภัยแล้ง ที่ภาคเอกชนยอมรับว่ายังไม่เห็นแผนการทำงาน การป้องกันที่ชัดเจนจากรัฐบาล ซึ่งประเด็นภัยแล้งนี้เองที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ภาคอุตสาหกรรมกังวล

นอกจากนี้ยังมีเสียงเตือนมาจากฝ่าย “ตรงข้าม” รัฐบาลอย่าง “พิชัย นริพทะพันธุ์” คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ที่คาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2559 ว่า ยังคงมีสภาวะย่ำแย่ไม่ต่างจากปี 2558 แต่ประชาชนอาจจะลำบากมากกว่าเดิม เพราะเจอผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง โดยภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีขึ้นนัก แม้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะฟื้นตัวแล้ว ถึงขนาดเริ่มต้องขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่ประเทศไทยจะไม่ได้รับประโยชน์ เพราะสหรัฐฯประกาศตัดจีเอสพีไทยในต้นปี 2559 นี้ และมีการเรียกร้องไม่ให้ซื้ออาหารทะเลจากไทย

พร้อมทั้งเสนออทางออกไปยังเสนอรัฐบาลโดยต้องเร่งแก้ไข 1.แก้ภาพลักษณ์ที่ติดลบในข่าวสาร ที่กระจายออกไปทั่วโลก 2.ต้องไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน 3.การยอมรับการเห็นต่างเพื่อนำมาปรับปรุง การทำงานให้มีประสิทธิภาพ 4. ปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง และ 5. แผนการเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นี่อาจทำให้หลายฝ่ายยังประหวั่นพรั่นพรึงว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะเป็นปีแห่งความบรรเจิด รุ่งโรจน์หรือยังคงต้อง “จมปลัก” ซ้ำรอยประวัติศาสตร์กันอีกหน!!

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Must Read

The Secret to Your Company’s Financial Health is Very Important

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

A Look at How Social Media & Mobile Gaming Can Increase Sales

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Boxtrade Lands $50 Million in Another New Funding Round with IBM

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Dell Will Invest $125 Billion in China’s Tech in the Next 5 Years

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...

Mobile Marketing is Said to Be the Future of E-Commerce

A coffee break in the United States and elsewhere is a short mid-morning rest period granted to employees in business and industry. An afternoon...